พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระราชหฤทัยดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดนตรีตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงได้รับการฝึกฝนตามแบบฉบับการศึกษาวิชาดนตรีอย่างแท้จริงคือการเขียนโน้ตและบรรเลงแบบคลาสสิก มีพระอาจารย์ถวายคำแนะนำอย่างเข้มงวดนานกว่า ๒ ปี หลังจากทรงฝึกหัดดนตรีขั้นพื้นฐานได้นานพอสมควรแล้ว จึงเริ่มสนพระราชหฤทัย ทรงดนตรีไปในแนวแจ๊ส ( Jazz ) ทรงศึกษาประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงและทรงเปรียบเทียบฝีมือการเล่นดนตรีต่างๆ จากแผ่นเสียงที่บรรเลงโดยนักดนตรีเหล่านั้น แล้วจึงทรงบรรเลงสอดแทรกพร้อมกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงตามสไตล์ที่โปรด เช่น สไตล์การเป่าโซปราโน แซกโซโฟนของซิดนี่ เบเช่ ( Sydney Bechet ) ออโต แซกโซโฟน ของจอห์นนี่ ฮอดเจส ( Johny Hodges ) เปียโน และวงดนตรีของดยุค เอลลิงตัน ( Duke Ellington )

ยามที่ทรงว่างจากการศึกษาก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดานักเรียนไทยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไปร่วมสโมสรสังสรรค์ ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา และร่วมทรงดนตรีด้วยอย่างสำราญพระราชหฤทัย เมื่อเสด็จฯ ประทับที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงปารีสเป็นการส่วนพระองค์ ก็ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณร่วมทรงดนตรีกับนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

การที่ทรงใช้ดนตรีวงสมัครเล่นเป็นสื่อสร้างบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่สนุกสนาน และเป็นกันเองเช่นนี้ ได้กลายเป็นผลประโยชน์อเนกอนันต์ในเวลาต่อมา คือการประสานความร่วมมือระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับบุคคลในวงการต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์งานสาธารณประโยชน์นานาประการแก่ประเทศชาติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีเป็นพิเศษ เครื่องดนตรีที่โปรด คือ เครื่องเป่าแทบทุกชนิด เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต และทรัมเป็ต ทั้งยังทรงกีตาร์และเปียโนได้อีกด้วย นอกจากนี้ทรงเล่นดนตรีร่วมกับวงดนตรีได้ทุกวง ทั้งไทยและเทศ ทรงเข้าบรรเลงร่วมกับวงดนตรีนั้นๆ ได้ ไม่ว่าวงดนตรีนั้นจะมีแนวการเล่นแบบใด สำหรับวงดนตรีแจ๊สนั้น ยังทรงดนตรีได้ทั้งชนิดมีโน้ตและไม่ต้องมีโน้ต เมื่อถึงตอนเดี่ยว ( Solo ) ทรงสามารถใช้ปฏิภาณเล่นเดี่ยวได้อย่างยอดเยี่ยม ศัพท์ทางดนตรีเรียกว่า การเดี่ยวแบบ “Solo adlip” ซึ่งถือว่ายาก เพราะนักดนตรีจะต้องแต่งเนื้อหาขึ้นมาใหม่โดยฉับพลัน แต่ให้อยู่ในกรอบของจังหวะและแนวเพลงนั้น พระราชอัจฉริยภาพทางดนตรีนั้นถึงขั้นที่ทรงคลาริเน็ตและแซกโซโฟนบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถบรรเลงโต้ตอบได้อย่างครื้นเครงกับนักดนตรีต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman) แจ๊ก ทีการ์เด้น (Jack Teagarden) นักตีระนาดเหล็กสากล ไลออเนล แฮมพ์ตัน (Lionel Hampton) นักเป่าทรัมโบน และสแตน เก็ตส์ (Stan Getz) นักเป่าเทนเนอร์แซกโซโฟน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนนครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกเหล่านั้น ล้วนถวายการยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นนักดนตรีแจ๊สผู้มีอัจฉริยภาพสูงส่ง

ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและผู้ที่เคยได้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เล่าถึงพระราชอัจฉริยภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า ทรงแต่งเพลงได้ทุกหนทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย ครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัยหยิบฉวยซองจดหมายได้ก็ทรงตีเส้น ๕ เส้น แล้วทรงเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้น โดยฉับพลัน เช่น “เราสู้” เป็นต้น

กำเนิดวงดนตรีกิตติมศักดิ์ : ลายคราม อ.ส. วันศุกร์ และสหายพัฒนา
 
ซีวิงลายคราม
ต้องไม่แสดงรุ่มร่าม
ซีวิงลายคราม ต้องไม่แสดงรุ่มร่าม
หนึ่งสองสามส อ้าวไม่สี หนึ่งสองสามสี
อ้าวไม่เป่า ซีวิงลายคราม
ชู่ ชู่ ชู่ ชู่ ช ........................................
  "ศุกร์สัญลักษณ์"

ดนตรีประเภทที่โปรดนั้น คือ ดนตรีแจ๊ส ดิ๊กซีแลนด์ (Dixieland Jazz) ซึ่งเป็นสไตล์ชาวอเมริกันแห่งเมืองนิวออลีนส์ หลัง พ.ศ. ๒๔๕๙ (ค.ศ. ๑๙๑๖) เป็นแจ๊สที่มีจังหวะตื่นเต้นครึกครื้น และสนุกสนานเร้าใจ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นระบายอารมณ์และความรู้สึกออกมาเป็นทำนองเพลงได้อย่างเสรี นอกจากนี้ยังตั้งวงได้ง่าย เพราะใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นก็สามารถเล่นได้เหมาะสำหรับนักดนตรีสมัครเล่นที่จะจับกลุ่มตั้งวงขึ้นในหมู่มิตรสหายที่คุ้นเคยได้เป็นอย่างดี วงดนตรีในยุคเริ่มแรกที่ตั้งขึ้นในพระที่นั่งอัมพรสถาน คือ “วงลายคราม” นักดนตรีล้วนเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ ผู้ที่ทรงคุ้นเคยตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อาทิเช่น หม่อมเจ้าวิมวาทิตย์ รพีพัฒน์ , หม่อมเจ้าแววจักร จักรพันธุ์ , หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ , หม่อมเจ้ากมลสาน ชุมพล , หม่อมเจ้าชุมปกบุตร ชุมพล , หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ หม่อมราชวงศ์พงศ์อมร กฤดากร , หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายสุรเทิน บุนนาคและหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ นักร้องก็มี หม่อมเจ้ามูรธาภิเษก โสณกุล และหม่อมเจ้าขจรจบกิติคุณ กิติยากร เป็นต้น การบรรเลง “วงลายคราม” จึงเป็นโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังสรรค์ในหมู่ผู้ที่ทรงคุ้นเคยอย่างสนุกสนาน สมาชิกท่านหนึ่งเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณเพราะสมาชิกของวงมิใช่นักดนตรีอาชีพ จึงไม่ชำนาญและมักเล่นดนตรีผิดๆ ถูกๆ เป็นที่ขบขันยิ่งนัก แต่ไม่ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ กลับพอพระราชหฤทัยที่จะแนะนำ ทรงทำหน้าที่ “เอาใจ” นักดนตรีสมัครเล่นรุ่น “ลายคราม” เหล่านั้น ให้เป็นที่ครื้นเครงอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่ “วงลายคราม” บรรเลงอย่างไม่ยอมหยุด ครั้งหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน “วงลายคราม” ก็ได้แสดงฝีมือบรรเลงดนตรีตลอดคืน และเมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่นักดนตรีก็ลุกขึ้นตั้งแถวบรรเลงเพลงเดินลงชายหาดเพื่อรับลมทะเลและแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างครึกครื้นเป็นที่สนุกสนานยิ่ง

ระหว่างที่ประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. (อัมพรสถาน) ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ เพื่อให้เป็นสื่อกลางที่ให้ความบันเทิงและสาระประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น วงดนตรีเกษตร ซึ่งมีหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์วงมีนักดนตรีต่างๆ เข้าไปส่งกระจายเสียงเป็นที่สนุกสนาน ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้นักดนตรีรุ่นหนุ่มๆ มาเล่นปนกับรุ่นลายคราม ซึ่งเล่นดนตรีไม่ค่อยไหวตามอายุ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดวงดนตรี “อ.ส.วันศุกร์” ขึ้น ปัจจุบันสถานีวิทยุ อ.ส. ได้ย้ายมาตั้งอยู่ในบริเวณสวนจิตรลดา

ลักษณะพิเศษของ “วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์” นี้คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงร่วมบรรเลงกับสมาชิกของวง ออกกระจายเสียงทางสถานีวิทยุเป็นประจำทุกวันศุกร์ เป็นการเปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ง่ายขึ้น ทรงจัดรายการเพลงและทรงเลือกแผ่นเสียงเอกในระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้มีการขอเพลงด้วยและจะทรงรับโทรศัพท์ด้วยพระองค์เอง ในช่วงเวลาเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ขณะที่สถานีโทรทัศน์ยังไม่มีบทบาททางการบันเทิงมากเช่นในปัจจุบันนี้ “วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์” จึงมีส่วนสร้างความรื่นเริงในหมู่ประชาชนผู้สนใจในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์มหาวาตภัยแหลมตะลุมพุก ได้อาศัยวงดนตรี อ.ส. ประกาศชักชวนประชาชนบริจาคทรัพย์ สิ่งของ ฯลฯ ช่วยผู้ประสบภัย ท้ายสุดจึงกำเนิดมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาชิกของวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ได้แก่ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ,หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ , นายอุทิศ ทินกร ณ อยุธยา , หม่อมหลวงเสรี ปราโมช หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช , นายแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ , นายไพบูลย์ ลีสุวัฒน์ นายเสนอ ศุขบุตร , นายเดช ทิวทอง , นายถาวร เยาวขันธ์ , นายสุวิทย์ อังสวานนท์ , นายนนท์ บูรณสมภพ , นายกวี อังสวานนท์ , นาวาอากาศเอก อภิจิตร สุขกระจันทร์ , นายอวบ เหมะรัชตะ ส่วนนักร้อง ได้แก่คุณหญิงสาวิตรี ศรีวิสารวาจา , คุณหญิงจามรี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา , คุณกัญดา ธรรมมงคล ท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ , คุณจีรนันท์ ลัดพลี และคุณพัลลภ สุวรรณมาลิก เป็นต้น

บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ คือ บรรเลงในงาน “วันทรงดนตรี” ตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษาเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งได้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าสิบปี ในปัจจุบันเมื่อทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากมายประเพณี วันทรงดนตรีจึงได้ยกเลิกไป อย่างไรก็ตามได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรีจากสถาบันต่างๆ ทั้งราชการและเอกชน รวมทั้งนักเรียนและนิสิตนักศึกษาหมุนเวียนกันมาบรรเลงดนตรีเป็นประจำ ณ สถานีวิทยุ อ.ส. สวนจิตรลดา ความสนพระราชหฤทัยและพระมหากรุณาธิคุณสนับสนุนทางดนตรีดังกล่าวนี้ มีส่วนสำคัญ ทำให้หน่วยงานทั้งทางราชการและเอกชนมีการพัฒนาวงดนตรีของตนให้ดีขึ้น และเป็นการให้กำลังใจแก่นักดนตรีทั้งหลายให้ขยายผลงานแพร่หลายต่อไปด้วย อาทิเช่น ชมรมดนตรี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งได้เข้ามาบรรเลงเพลงออกกระจายเสียงเป็นประจำนานกว่า ๒๐ ปีแล้ว บางครั้งก็เสด็จฯ ลงมาทอดพระเนตร และแนะการเล่นดนตรีแก่นักเรียนนายร้อยที่เล่น “เพี้ยน” ด้วยความประหม่าด้วย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่านักดนตรีหนุ่มชาว จ.ป.ร. เหล่านั้นแทบจะไม่ยอมหลับนอน เพื่อซ้อมเพลงพระราชนิพนธ์ที่ง่ายที่สุดให้ดีที่สุดก่อนที่จะเข้าวังเป็นครั้งแรกในชีวิต ภายหลัง ปรากฏว่านักดนตรี จ.ป.ร. หลายคนได้มีโอกาสกลับมาเฝ้าฯ อีก เช่น อดีตหัวหน้าวงผู้หนึ่งได้มาถวายรายงานในฐานะราชองครักษ์ และสมาชิกอีกหลายท่านได้รับพระราชทานยศถึงชั้นพลเอกแห่งกองทัพบก

พระปรีชาสามารถในด้านการเป็น “ครู” นั้นจะเห็นได้จากการที่ทรงตั้งแตรวง “สหายพัฒนา” ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ โดยรวบรวมจากผู้ที่ปฏิบัติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและโดยเสด็จฯ ในการพัฒนาภูมิภาคต่างๆ เป็นประจำ เช่น นักเกษตรหลวง คณะแพทย์อาสาสมัคร ข้าราชบริพารในพระองค์ ราชองครักษ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน แต่หลังจากที่ทรงใช้กลวิธีพิเศษส่วนพระองค์ โดยพระราชทานเวลาฝึกสอนเพียงเล็กน้อย ในช่วงเวลาทรงออกพระกำลังในตอนค่ำของทุกๆ วัน ก็ทรงตั้งแตรวงนี้ขึ้นสำเร็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมาชิกสมัครเล่นพระองค์แรกของวงนี้ แตรวง “สหายพัฒนา” สามารถบรรเลงดนตรีได้ในโอกาสพิเศษต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์ในการช่วยกระชับความสัมพันธ์ในหมู่นักพัฒนาอาสาสมัครของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ดีอีกรูปแบบหนึ่ง

ความสนพระราชหฤทัยที่จะศึกษาและค้นคว้าอย่างลึกซึ้งด้านดนตรี จะเห็นได้จากการที่ทรงนำวิธีการบันทึกเสียงสมัยใหม่ ที่สามารถบันทึกเสียงได้เป็นช่อง (sound track) มาใช้ในการปรับปรุงวิธีการเล่นดนตรี และคุณภาพในการบันทึกเสียง ด้วยวิธีการนี้ จึงสามารถทรงเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้นในเพลงเดียวกัน เมื่อบันทึกเสียงเรียบร้อยแล้ว ก็จะทรงเปิดเทปฟังทบทวนอย่างละเอียดเพื่อวิจารณ์ การบรรเลงในแต่ละครั้ง พร้อมทั้งแก้ไขและบันทึกเสียงใหม่ให้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทรงมีความเชี่ยวชาญในเทคนิคการบันทึกเสียง ตลอดจนการใช้ เครื่องมือกลไกอีเลคโทรนิคส์อันทันสมัยที่เกี่ยวกับการดนตรีด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใฝ่พระราชหฤทัยในการทรงดนตรีเป็นกิจวัตร ทรงซ้อมดนตรีเป็นประจำทุกค่ำวันศุกร์และวันอาทิตย์ ร่วมกับนักดนตรีวง อ.ส. วันศุกร์ ณ สถานีวิทยุ อ.ส. และเกือบทุกเย็นกับวงสหายพัฒนา ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา เครื่องดนตรีทุกชิ้นทรงเก็บรักษาอย่างดี ทรงทำความสะอาดด้วยพระองค์เอง และเมื่อเสียก็มักจะทรงแก้ไขด้วยพระองค์เอง หรือพระราชทานคำแนะนำ และวิธีการแก้แก่นายช่างทหารอากาศที่โปรดเกล้าฯ ให้รับไปแก้ไข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น ๔๓ เพลง เพลงที่พระราชนิพนธ์ทำนองแล้วจึงใส่คำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองมี ๕ เพลงคือ “Echo”, “Still on My Mind”, “Old-Fashioned”, “No Moon” และ “Dream Island” นอกจากนี้มี ๒ เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลังใส่ในคำร้อง คือ “ความฝันอันสูงสุด” และ “เราสู้” ผู้ที่โปรดเกล้าฯ ให้แต่งคำร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์มีหลายท่าน ได้แก่ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ศาสตราจารย์ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา , ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร , ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา นายจำนงราชกิจ (จรัล บุณยะรัตพันธุ์) หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นต้น

ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องที่สมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการ หรือวงสุนทราภรณ์อันเป็นวงดนตรีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นตามกาละเทศะอันควร เพื่อให้แพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ

เพลงพระราชนิพนธ์แต่ละเพลงนั้นล้วนแสดงออกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังเช่น “ ยามเย็น ” พระราชทานแก่สมาคมปราบวัณโรค เพื่อนำออกแสดงเก็บเงินบำรุงกุศล “ ใกล้รุ่ง ” บรรเลงเป็นปฐมฤกษ์ในงานของสมาคมเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย “ ยิ้มสู้ ” พระราชทานแก่โรงเรียนสอนคนตาบอด “ ลมหนาว ” พระราชทานในงานประจำปีของสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ “ Kinari Suite ” พระราชทานเพื่อใช้ประกอบการแสดงระบำบัลเล่ต์ ชุดมโนราห์ เพื่อหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย “ พรปีใหม่ ” พระราชทานแก่พสกนิกรเนื่องในวันปีใหม่ “ เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย ” ,
“ ความฝันอันสูงสุด ” และ “ เราสู้ ” พระราชทานแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ นอกจากนี้มีเพลงที่พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัย คือ “ มหาจุฬาลงกรณ์ ” , “ ธรรมศาสตร์ ” และ “ เกษตรศาสตร์ ” และพระราชทานแก่หน่วยทหารต่างๆ คือ “ ธงชัยเฉลิมพล ”, “ มาร์ชราชวัลลภ ” และมาร์ชราชนาวิกโยธิน”

ทำนองเพลงพระราชนิพนธ์

“จุดเทียนบวงสรวงปวงเทพเจ้า

สวดมนต์ค่ำเช้าถึงคราวระทมทน
โอ้ชีวิตหนอล้วนรอความตายทุกคน
หลีกไปไม่พ้นทุกข์ทนอาทรร้อนใจ”
“ แสงเทียน ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ “ แสงเทียน ” เป็นเพลงแรกในแนวของเพลงบลูส์ ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของดนตรีแจ๊ส นักข่าวชาวอเมริกันได้กราบบังคมทูลถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักดนตรีแจ๊สจริงหรือไม่ และโปรดดนตรีประเภทใดมากที่สุด มีพระราชดำรัสตอบว่า

“ ดนตรีแจ๊สเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจ๊สหรือไม่ใช่แจ๊สก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า ดนตรีคือสิ่งประณีตงดงามและทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาส และอารมณ์ที่ต่างกันไป
เมื่อพูดถึงการเล่นดนตรี ก็ต่างกันอีก ถ้าข้าพเจ้าเล่นเพลงคลาสสิก และมีใครทำเสียงดังอย่างงี้ ก็เป็นการรบกวน เพราะว่าดนตรีคลาสสิกต้องเล่นอย่างตั้งใจจริง ข้าพเจ้าไม่ได้พักผ่อนเท่าไรนัก ต้องคอยระวังไม่ให้ผิดโน้ต และไม่ให้ใครมารบกวนข้าพเจ้า ถ้าหากว่าข้าพเจ้าต้องเล่นเพลงแจ๊สก็ดีกว่า เพราะว่าข้าพเจ้าเล่นทำนองได้ตามใจชอบ ตามที่รู้สึกได้ในขณะนั้น ตามแต่ละอารมณ์และความนึกคิดของข้าพเจ้าจะพาไป ถ้าใครมาทำเสียงดังเวลานั้น ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นเสียงประกอบ และถ้าข้าพเจ้าเล่นผิดโน้ต ก็เท่ากับว่า ข้าพเจ้าแต่งทำนองนั้นขึ้นเองในปัจจุบัน ”

เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่ขณะประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเมื่อเสด็จฯ นิวัติพระนครใหม่ๆ นั้น เป็นเพลงในแนว “บลูส์” (Blues) ซึ่งเป็นสไตล์หนึ่งของดนตรีแจ๊ส ที่เริ่มเป็นที่นิยมในสหรัฐตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๔๔๓ (ค.ศ. ๑๙๐๐) เสียงโน้ตที่แปร่งหูในแนวบลูส์ และช่วงจังหวะที่ขัดธรรมชาติของเพลงในบางครั้ง ได้สร้างมิติใหม่ให้แก่วงการเพลงในยุคนั้น ความรู้สึกของการขัดแย้งของเสียงและจังหวะนี่เองที่ทำให้ดนตรีแจ๊สมีรสชาติตื่นเต้นแตกต่างไปจากแนวทางดนตรีดั้งเดิมของโลกตะวันตก อาจจะเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ที่ต้อง การใฝ่หาประสบการณ์ต่างๆ เพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต จึงทำให้เพลงแจ๊สได้รับความนิยมและพัฒนาอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา และสำหรับนักดนตรีบางคนนั้น คุณค่าของดนตรีมิได้อยู่ที่ ความไพเราะระรื่นหูของจังหวะหรือความอ่อนหวานของท่วงทำนองอย่างเดียว แต่แท้ที่จริงแล้วคือความรู้สึกท้าทายที่เกิดจากเสียง “ บลูส์ ” ที่แปลกใหม่ และจังหวะแจ๊สที่ขัดแย้งเร้าใจ ความขัดแย้งในบางครั้งก็อาจเตือนมนุษย์ให้เข้าใจถึงความจริงของชีวิตได้ เปรียบได้กับความทุกข์ของมนุษย์ที่บางครั้งทำให้ชีวิตมีความหมายอย่างประหลาด เพราะความทุกข์ชุบชีวิตให้จิตใจเข้มแข็งและชุบวิญญาณให้แข็งแกร่งมากกว่าความสุขอันผิวเผินและไม่จีรัง เพลงบลูส์ที่รำพันถึงความโศกเศร้าและคับแค้นใจจึงแฝงไว้ด้วยคติธรรมของชีวิตจริงอยู่ด้วย ดังเช่น บทพระราชนิพนธ์ “ชะตาชีวิต” ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ขณะที่เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ทำนองเพลงอันเรียบง่าย ที่อาศัยการดำเนินเสียงประสานของคอร์ดบลูส์ จำนวน ๑๒ ห้อง ซึ่งเรียกว่า “Blue Progession” เป็นหลักสำคัญในการพระราชนิพนธ์เพลงประเภทนี้

นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ในช่วงนี้อีก คือ “ ดวงใจกับความรัก ” และ “ อาทิตย์อับแสง ” ซึ่งมีลักษณะท่วงทำนองที่ต่างไปจากบลูส์รุ่นแรกๆ คือ ทรงเปลี่ยนทำนองให้ระดับเสียงมีช่วงกว้างขึ้น และทรงพระราชนิพนธ์ให้ทำนองมีลีลาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยใส่คำร้องได้อย่าง “ น่ารัก ” ทำให้เพลงทั้งสองเพลงนี้มี “ ชีวิตชีวา ” เพิ่มขึ้น และแตกต่างจากเพลงไทยสากลในยุคเดียวกัน

บทพระราชนิพนธ์ “ สายฝน ” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่ทรงมีจินตนาการสร้างทำนองให้แตกต่างกันหลายประเภทได้อย่างไพเราะไม่ซ้ำแบบผู้ใด และการที่เลือกใช้ลีลาที่สง่างามแต่อ่อนโยนของจังหวะวอลซ์ ทำให้ “ สายฝน ” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ลีลาวอล์ซเพลงแรก ติดอันดับเพลงลีลาศยอดนิยมของเมืองไทยในยุคนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่าถึง “ความลับ” ของเพลงสายฝนดังนี้

“...เมื่อแต่งเป็นเวลา ๖ เดือน หม่อมเจ้าจักรพันธ์ฯ ได้เขียนจดหมายมาถึง บอกว่ามีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะท่านไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนนได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงไป เข้าไปตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนแล้วก็ซักผ้าไปด้วย ก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูงซักผ้าสะอาด...ที่จริงความลับของเพลงมีอย่างหนึ่ง คือเขียนไป ๔ ช่วง แล้วก็ช่วงที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เสร็จแล้วเอาช่วงที่ ๓ มาแลกช่วงที่ ๒ กลับไป ทำให้เพลงนี้มีลีลาต่างกันไป...เป็น ๑ ๓ ๒ ๔..."

เพลงพระราชนิพนธ์ลีลาวอลซ์อื่นๆ คือ “ เทวาพาคู่ฝัน ” , “ แก้วตาขวัญใจ”, “ เมื่อโสมส่อง ” , “ ลมหนาว ” , “ ค่ำแล้ว ” และ “ ความฝันอันสูงสุด ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้อย่างแตกฉานในทฤษฎีการประพันธ์ ทรงเป็นผู้นำในด้านการประพันธ์ทำนองเพลงสากลของเมืองไทย โดยใส่คอร์ดดนตรีที่แปลกใหม่และซับซ้อน ทำให้เกิดเสียงประสานที่เข้มข้นในดนตรี เมื่อประกอบกับลีลาจังหวะเต้นรำที่หลากหลาย ทำให้บทพระราชนิพนธ์บรรเลงได้อย่างไพเราะ หลายบทกลายเป็นเพลงอมตะของไทยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังทรงจินตนาการสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำแบบผู้ใด และแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา เพลงพระราชนิพนธ์ “ มหาจุฬาลงกรณ์ ” ซึ่งเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์บทแรกที่พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยนั้น แสดงถึงพระปรีชาสามารถในจินตนาการสร้างสรรค์นี้

ก่อนเสด็จฯ นิวัติพระนคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ระบบการประพันธ์แบบสิบสองเสียง (Chromatic Scale) ซึ่งเป็นประเพณีที่นิยมกันทางตะวันตกเพราะถือว่าสามารถสร้างสีสันของเสียงดนตรีได้มากมาย โดยการใส่คอร์ดต่างๆ อย่างสลับซับซ้อน ทำให้เกิดเสียงประสานได้อย่างไพเราะ เมื่อมีผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่าบทพระราชนิพนธ์ในแนวสิบสองเสียงซับซ้อนและสามารถจำได้ยากจึงทรงเลือกประพันธ์ทำนองเพลงใหม่โดยใช้ระบบห้าเสียง (Pentatonic Scale) ซึ่งเป็นระดับเสียงที่เรียบง่าย และมักจะพบในทำนองเพลงพื้นบ้านเป็นการพิสูจน์ว่า แม้ระบบบันไดเสียงที่เรียบง่ายก็อาจประพันธ์ทำนองให้ไพเราะได้ทรงเรียบเรียงทำนองเพลงที่จำได้ง่ายแต่มีระเบียบและมีความสมดุลย์กันเป็นอย่างดี ด้วยระบบบันไดเสียงที่เรียบง่ายและด้วยลีลาจังหวะมาร์ชที่หนักแน่น ดังนั้นเมื่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูล ขอพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัย จึงได้พระราชทานทำนองเพลงนี้ และให้ทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้ประพันธ์คำร้อง “ มหาจุฬาลงกรณ์ ” จึงเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยที่มีท่วงทำนองอันสง่า มีจังหวะหนักแน่น มีความศักดิ์สิทธิ์สมเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของชาติ ซึ่งมีกำเนิดมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระปิยมหาราช องค์สมเด็จพระอัยยกาธิราชในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระราชทานเพลงประจำมหาวิทยาลัยให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเพื่อพระราชทานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาตามลำดับ ดังปรากฏในพระราชดำรัสดังต่อไปนี้

“ ...เรื่องเพลงที่แต่งขึ้นใหม่นั้นต้องขอชี้แจงไว้นิด ฟังแล้วอาจจะตกใจ เพราะว่าเพลงที่ประจำมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเดี๋ยวนี้ ก็มีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ของธรรมศาสตร์ที่ได้ให้ทั้งสองเพลงนั้นกับเพลงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี้ ต้องบอกว่ายาวเท่ากัน ไม่ต้องอิจฉาว่าของเขายาวกว่าหรือสั้นกว่า ยาวเท่ากัน แล้วก็การสร้างเพลงนั้นก็สร้างในแบบเดียวกัน ไม่ต้องอิจฉาอะไร แล้วก็ถ้าชอบก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะแก้ไข อย่างไรก็ตามแต่ก็มีอย่างหนึ่งคือ เพลงของจุฬาฯ เขาก็บอกว่าเพลงของเขาเพราะที่สุด ถ้าไปถามชาวธรรมศาสตร์ว่าเพลงไหนเพราะที่สุด เขาก็บอกว่าเพลงธรรมศาสตร์ แล้วก็ถ้าถามพวกเกษตรน่ากลัวบอกว่าเพลงเกษตรเพราะกว่า ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรนะ แต่ว่าเพลงของจุฬาฯ เขาโอ้อวดว่าเขาสง่าผ่าเผยมาก แล้วก็เพราะมาก ถ้าพูดถึงว่าเพลงธรรมศาสตร์เขาก็บอกว่า องอาจดี เดินก็ได้ จุฬาฯ เขาก็ตอบว่าของเขาก็เดินได้เหมือนกัน เป็นเพลงสำหรับนำแถวได้ เพลงของเกษตรนี้ก็ ที่จริงก็ควรจะตัดสินใจเอาเองว่าเป็นยังไง แต่ความคิดส่วนตัวของผู้แต่ง รู้สึกว่าเป็นเพลงที่อ่อนหวาน อ่อนหวานก็กว่า ๒ เพลงโน้น แต่อ่อนหวานนี่ไม่ได้หมายความว่าไม่เข้มแข็ง แต่อ่อนหวานนี่อาจจะมีความหมายได้ว่า ผลิตผลของทางเกษตรนี้รวมทั้งผลไม้หรือสิ่งที่บริโภค ถ้ารสหวาน รู้สึกว่าดี เพราะว่าเขานิยมกันอย่างนั้น ข้าวโพดหวานเขาก็ชอบ ก็เลยคิดว่าเพลงหวานไม่เป็นไร แต่ถ้านำไปเดินสำหรับนำแถวก็อาจจะได้เปลี่ยนแปลงไปหน่อย ก็อาจจะเป็นเพลงสำหรับแตรวงเดินก็อาจจะพอได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าเดินขบวน.... ”

“ ความฝันอันสูงสุด ” อาจกล่าวได้ว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ไพเราะยิ่งบทหนึ่ง มีลักษณะพิเศษคือเป็นเพลงพระราชนิพนธ์บทแรกที่ทรงแต่งทำนองภายหลังเพื่อใส่ในบทประพันธ์กลอนแปด ทำนองเพลงพระราชนิพนธ์นี้เสริมให้บทกลอนมีคุณค่า และงดงามประทับใจมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ถึงห้าระดับเสียง การแต่งเพลงไทยจึงเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะจะต้องให้ได้ท่วงทำนองที่ไพเราะและยังรักษาเนื้อหาที่สำคัญของคำร้องในขณะเดียวกันถ้าทำนองและเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน จะทำให้เสียงเพี้ยนผิดความหมาย ร้องยากและฟังไม่ชัดเจนอีกด้วย การที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองนี้ในระยะหลังขณะที่ทรงมีพระราชกิจมากมายนั้น แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงในกุญแจเสียงซีธรรมชาติ ซึ่งเป็นระดับเสียงพื้นฐาน ทำให้เพลงนี้มีความหนักแน่น ทรงละที่จะใช้เสียงครึ่งตามแนวดนตรีตะวันตก ตามที่เคยทรงนิยมปฏิบัติ “ ความฝันอันสูงสุด ” จึงเป็นเพลงพระราชนิพนธ์บทแรกที่มีทำนอง มีเสียงธรรมชาติแบบไทยๆ ที่กินใจผู้ฟังอีกแบบหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ทุกช่วงของทำนองที่ทรงพระราชนิพนธ์ สำหรับแต่ละวรรคของกลอนทั้งห้าบท ยังเปลี่ยนไป ทำให้แต่ละวรรคมีทำนองที่แตกต่างและไม่ซ้ำกันแม้แต่วรรคเดียว การที่ทรงจินตนาการสร้างทำนองเพลงใหม่ขึ้นได้โดยมิต้องแก้ไขบทประพันธ์เดิมนั้น เป็นเครื่องแสดงถึงพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์

“ ความฝันอันสูงสุด ” เปิดเสียงดนตรีด้วยโน้ตซีสูง เป็นความหวังอันสดใสของเพลงนี้
 
"ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฝันผองภัยด้วยใจทะนง”

ในด้านความสัมพันธ์ของภาษาและเสียงดนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญต่อลักษณะพิเศษของเสียงวรรณยุกต์ที่มีในภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงเลือกใช้ตัวโน้ตที่มีเวลาตรงกับพยางค์ของคำร้อง ทั้งยังทรงเน้นโน้ตเสียงเพลงให้เหมาะสมตรงกับเสียงของคำ เช่น คำตาย ทำให้เสียงดนตรีมีความหมายหนักแน่นขึ้นเป็นพิเศษ หรือทรงเลือกตัวโน้ตให้ตรงกับเสียงวรรณยุกต์ เช่น เสียงจัตวา ที่มีในภาษาไทยอีกด้วย ดังนั้นจึงทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกถึงเอกภาพของคำร้องและทำนองได้อย่างไม่รู้ตัว เอกภาพนี้คือศิลปะอันสำคัญที่เกิดจากจินตนาการและพรสวรรค์ส่วนพระองค์อันยากที่จะหาผู้ใดเทียมได

เป็นที่น่าสังเกตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกใช้ลีลาจังหวะวอลซ์ สำหรับเพลงที่มีเนื้อหาปลุกใจรักชาติประเภทนี้ แต่ผลปรากฏว่าทำให้เกิดบรรยากาศที่สงบน่ารื่นรมย์ สำหรับผู้ที่มีอุดมคติที่จะบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์... เป็นความฝันอันสูงสุด เสียงเพลงพระราชนิพนธ์บทนี้ย่อมเตือนสติแก่ผู้ร้องได้เป็นอย่างดี ในการใช้ปัญญาเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการ ด้วยเนื้อหาและทำนองดังกล่าว เพลงพระราชนิพนธ์บทนี้จึงเป็นที่แพร่หลายและกลายเป็นเพลงที่เรียกว่า “ เพลงเพื่อชีวิต ” ที่สมบูรณ์ยิ่งบทหนึ่ง ในยุคที่มีการตื่นตัวในทางสังคมและการเมืองของประเทศ สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ทำงานพัฒนาออกค่ายอาสาสมัครของมหาวิทยาลัย และข้าราชการทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนนั้น เสียงร้องของเพลงพระราชนิพนธ์ที่ดังกังวานท่ามกลางความมืดที่เงียบสงบ “ ความฝันอันสูงสุด ” ย่อมมีความหมายลึกซึ้งและซาบซึ้งใจ

องค์บรมราชูปถัมภกด้านดนตรี

นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นศิลปินผู้เพียบพร้อมด้วยพระปรีชาสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้านดนตรีแล้ว ยังทรงเป็นองค์บรมราชูปถัมภกทางดนตรีอีกด้วย ทรงส่งเสริมทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล และมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ศิลปินดนตรีอย่างทั่วหน้า

ทางดนตรีไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าวิชาดนตรีไทยเป็นศิลปะที่สำคัญของชาติ สมควรที่จะได้รวบรวมเพลงไทยเดิมต่างๆ ไว้มิให้เสื่อมสูญและผันแปรไปจากหลักเดิม โดยมีการบันทึกโน้ตเพลงให้ถูกต้องละจัดพิมพ์ขึ้นไว้เป็นหลักฐาน เพราะในการบันทึกแนวเพลงเป็นโน้ตสากลแต่เดิมนั้นยังมิได้มีการบันทึกไว้อย่างครบถ้วนและจัดพิมพ์ให้เป็นการสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดพิมพ์โน้ตเพลงไทยชุดนี้ เป็นการรักษาศิลปะดนตรีอันสำคัญของไทยไว้มิให้เสื่อมสูญ และยังเป็นการเผยแพร่วิชาดนตรีของไทยออกไปในหมู่ประชาชนผู้สนใจให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังทรงริเริ่มให้มีการวิจัยเกี่ยวกับดนตรีไทยในด้านบันไดเสียงของเครื่องดนตรีไทยประเภทต่างๆ เช่น ความแตกต่างระหว่างบันไดเสียงของเครื่องสาย และบันไดเสียงของระนาด ฯลฯ เป็นต้นซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้

นอกจากนี้ทรงริเริ่มให้มีการบรรเลงเพลงไทยที่เรียบเรียงขึ้นจากเพลงไทยสากล โดยโปรดเกล้าฯ ให้นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล นำทำนอง “ มหาจุฬาลงกรณ์ ” มาแต่งให้เป็นแนวไทย นายเทวาประสิทธิ์ ได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้มาดัดแปลงเพื่อใช้บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ถึง ๒ ครั้ง ภายหลังจึงปรับปรุงเป็นเพลงโหมโรงในการบรรเลงดนตรีไทยของชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับว่าเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ประดิษฐ์ขึ้นจากเพลงไทยสากล ตามพระราชดำริในการสร้างสรรค์และส่งเสริมดนตรีไทย และเป็นการแสดงว่าดนตรีไทยสามารถมีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง

ภาษาดนตรี : สัมพันธไมตรีระหว่างชาติ

" Alexandra
Welcome to thee
Here in this land of sunshine and of flowers.
May ye be blessed by the blessing
That has made our country happy "
"Alexandra"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า ดนตรีเป็นภาษาสากลที่สามารถขจัดอุปสรรคทางภาษา วัย ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เพราะภาษาดนตรีสามารถสื่อความหมายให้ทุกคนเข้าใจเป็นอย่างเดียวกันได้ ดนตรีจึงเป็นสื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันแม้ว่าเป็นคนละชาติ คนละภาษา หรือต่างศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อในการเชื่อมความเข้าใจ และความสัมพันธ์ทางความรู้สึกที่แน่นแฟ้นลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับนักศึกษา โดยที่เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเป็นโอกาสที่จะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับบรรดานิสิตนักศึกษาอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองในระดับชาตินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบความสำเร็จในการใช้ดนตรีเป็นภาษาสากลช่วยสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศ ได้อย่างงดงาม ดังเห็นได้จากการที่เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ใน ปีพ.ศ. ๒๕๐๓ ได้เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารค่ำ ณ วอชิงตันเพลส์ ซึ่งรัฐบาลฮาวายจัดถวาย ทางฝ่ายเจ้าภาพเมื่อได้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปรีชาสามารถพิเศษด้านดนตรีจึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ให้ทรงร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีที่จัดมาแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง โดยเตรียมเครื่องดนตรีคลาริเน็ตไว้ถวายให้ทรงเล่นด้วย หลังจากที่ทรงได้รับการ “ คะยั้นคะยอหนักขึ้น ” จากทั้งเจ้าภาพ นักดนตรีและผู้ร่วมงาน พร้อมกับเสียงปรบมือไม่หยุด จึงทรงรับเชิญขึ้นไปทรงเล่นดนตรีพระราชทาน ๒ เพลง แม้ว่าจะมิได้เตรียมพระองค์มาก่อน เหตุการณืนี้ประทับใจแก่ผู้ร่วมงานในวันนั้นอย่างยิ่งเพราะชาวอเมริกันชอบ “ ความเป็นกันเอง ” เช่นนี้มาก และเมื่อเสด็จฯ ต่อไปยังนครนิวยอร์ค ก็ได้เสด็จฯ ไปทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีของ นายเบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman) นักดนตรีฝีมือเยี่ยมระดับโลกด้วย

เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศฟิลิปปินส์ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงร่วมดนตรีกับสมาชิกวุฒิสภาของฟิลิปปินส์ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงมะนิลา พระปรีชาสามารถในครั้งนั้นสร้างความประทับใจให้กับชาวฟิลิปปินส์เป็นการช่วยกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งมีชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีที่
สำคัญ และคีตกวีเอกของโลก ได้ยกย่องพระปรีชาสามารถด้านการดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะ คือ เมื่อครั้งที่เสด็จฯ เยือนประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ วงดุริยางค์ซิมโฟนี ออเคสตร้า แห่งกรุงเวียนนาได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด “ มโนราห์ ”, “ สายฝน ” , “ ยามเย็น ” , “ มาร์ชราชนาวิกโยธิน ” และ “ มาร์ชราชวัลลภ ” ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ พร้อมกันนี้สถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลออสเตรียได้ส่งกระจายเสียงเพลงและเสนอข่าวนี้ไปทั่วประเทศ หลังจากนั้นอีก ๒ วัน คือ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนาได้ถวายพระเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ หมายเลขที่ ๒๑ ดังปรากฏพระปรมาภิไธยจารึกบนแผ่นหินอ่อนของสถาบันอันเก่าแก่ของยุโรปแห่งนี้ ประธานสถาบันได้กล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นผู้สร้างสัมพันธ์อันดียิ่งระหว่าง ดนตรีตะวันออกกับดนตรีตะวันตก และทรงพระราชนิพนธ์เพลงด้วยพระปรีชาสามารถ นับเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งทวีปเอเชีย ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่ง ณ ศูนย์กลางแห่งการดนตรีในทวีปยุโรป ทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ขณะที่ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง ๓๗ พรรษา พสกนิกรชาวไทยทุกคนไม่เพียงแต่ชื่นชมในพระเกียรติยศทางดนตรีที่ทรงได้รับจากนานาประเทศเท่านั้น แต่ยังภาคภูมิใจในความสำเร็จจากการเสด็จพระราชดำเนินกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศด้วย